L.A PLASTIC
แอล.เอ. พลาสติก
L.A Plastic โรงงานพลาสติก
เครื่องจักรที่ใช้ในการทำแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก : ความรู้เบื้องต้นการออกแบบแม่พิมพ์

เครื่องจักรที่ใช้ในการทำแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก : ความรู้เบื้องต้นการออกแบบแม่พิมพ์ EP2

สารบัญ
ตอน  1  2  3

1.4 วิธีการทำแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก (Injection mold making)

แม่พิมพ์ฉีดจะประกอบด้วยส่วนประกอบใหญ่ ๆ 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่อยู่กับที่กับส่วนที่เคลื่อนที่ในแต่ละส่วนยังประกอบด้วยส่วนย่อย ๆ อีกเป็นจำนวนมากเพื่อให้แม่พิมพ์นั้นสามารถทำงานผลิตชิ้นงานที่ต้องการได้ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะผลิตโดยการตัดเฉือนหรือปาดผิวเนื้อวัสดุที่ไม่ต้องการออกให้ได้รูปร่างและขนาดของชิ้นส่วนที่ต้องการ กรรมวิธีการตัดเฉือนหรือปาดผิวเพื่อเอาเนื้อวัสดุออกนี้อาศัยทั้งเครื่องมือและเครื่องจักรประกอบกัน เครื่องมือและเครื่องจักรที่นิยมใช้กันในการทำแม่พิมพ์ฉีดพอจะแยกกล่าวได้ดังนี้

1.4.1 เครื่องจักรกลที่ใช้ในการทำแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก

ในการตัดเฉือนเพื่อปาดผิวเนื้อวัสดุออกโดยทั่วไปจะอาศัยเครื่องจักรกลเป็นส่วนใหญ่ เครื่องจักรกลแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการตัดเฉือนเนื้อวัสดุออกที่แตกต่างกัน ชิ้นส่วนของแม่พิมพ์แบบง่าย ๆ ก็ทำจากเครื่องจักรกลทั่วไป เช่น เครื่องกลึง เครื่องกัด เครื่องไส เป็นต้น ส่วนชิ้นส่วนที่มีลักษณะซับซ้อนหรือทำได้ยากหากใช้เครื่องจักรกลทั่วไปก็จะผลิตจากเครื่องจักรกลที่มีระบบลอกแบบเช่น เครื่อง กัดลอกแบบ, เครื่องกัดด้วยไฟฟ้า, เครื่องกัดที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในงานแต่ละลักษณะจะเลือกใช้เครื่องจักรกลประเภทใดนั้นย่อมจะขึ้นอยู่กับวิธีการตัดเฉือนที่เลือกใช้ จะอย่างไรก็ตามเครื่องจักรกลหลายประเภทจะมีวิธีการตัดเฉือนที่คล้ายคลึงกันหรือทำงานลักษณะเดียวกันได้ แต่ความละเอียดหรือความเที่ยงขนาดไม่เท่ากัน ดังนั้นในการเลือกใช้เครื่องจักรกลจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาตัวประกอบหลาย ๆ ด้าน และที่สำคัญก็คือ ต้องเลือกใช้เครื่องจักรกลที่มีอยู่ หรือหาใช้ได้สะดวกเป็นหลัก เครื่องจักรกลที่มักจะพบหรือมีใช้กันตามโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป มีดังนี้

1.4.1.1 เครื่องไส

เครื่องไสเป็นเครื่องจักรกลที่ออกแบบใช้สาหรับงานตัดเฉือนผิวโลหะ เพื่อให้ได้ผิวที่ราบเรียบ, มีขนาดและรูปร่างที่ต้องการ โดยทั่วไปแม่พิมพ์ฉีดจะประกอบด้วยแผ่นเหล็กหลาย ๆ ชิ้นประกอบกันขึ้นเป็นชุดแม่พิมพ์ เช่น แผ่นแม่พิมพ์ แผ่นยึดแม่พิมพ์ แผ่นรองรับแม่พิมพ์ แท่งรอง แผ่นยึดตัวปลด เป็นต้น แผ่นเหล็กเหล่านี้จะตัดมาจากแผ่นเหล็กขนาดใหญ่หรือแท่งเหล็กยาว จากนั้นจึงนำมาปาดผิวให้ได้ขนาดที่ต้องการ การปาดผิวในชั้นต้นจะลดขนาดลงอย่างหยาบ ๆ ซึ่งเครื่องไสจะสามารถทำได้ดีหรือแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการความเที่ยงขนาดมากนักก็สามารถใช้เครื่องไสปาดผิวลดขนาดให้ได้ขนาดสำเร็จเลยก็ได้ เครื่องไสที่นิยมใช้กันในการทำแม่พิมพ์ฉีด ได้แก่ เครื่องไสช่วงสั้นและเครื่องไสแคร่ยาว

1. เครื่องไสช่วงสั้น (Shaping machine) เครื่องไสประเภทนี้เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากเหมาะสำหรับไลน์ชิ้นงานที่มีขนาดเล็กและปานกลาง โดยทั่วไปเครื่องไสประเภทนี้จะประกอบด้วยชิ้นส่วนที่สำคัญดังแสดง ในรูปที่ 1.12
ลักษณะเครื่องไสช่วงสั้น
รูปที่ 1.12 เครื่องไสช่วงสั้น
1 = มอเตอร์ขับ
2 = แท่นเลื่อน
3 = ป้อมยึดมีด
4 = โต๊ะงานไส
5 = โครงเครื่องไส
6 = รางเลื่อนแนวขวาง
7 = รางเลื่อนแนวตั้ง
8 = ชุดหัวเครื่อง
ในขณะทำงานชิ้นงานจะถูกจับยึดอยู่บนโต๊ะงานไสและมีดคมตัดเดี่ยวจะถูกยึดเข้ากับป้อมยึดมืด ซึ่งจะเคลื่อนที่ไป-มาเพื่อตัดเฉือนเนื้อวัสดุออก แท่นเลื่อนของเครื่องไสที่ถูกขับให้เคลื่อนที่ไป-มาจะประกอบอยู่กับรางเลื่อนของเครื่องไส ซึ่งอยู่ทางด้านบนของโครงเครื่องไส ระยะชักของแท่นเลื่อนสามารถปรับให้เหมาะสมกับความยาวของชิ้นงานได้
หลักการทำงานของเครื่องไสในการผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.13 หลักการทำงานของเครื่องไส
1 = ทิศทางป้อนความลึกรอยไส
2 = ทิศทางเดินไสของมืดไส
3 = ทิศทางป้อนชิ้นงาน
ส่วนโต๊ะทำงานไสที่ชิ้นงานถูกจับยึดอยู่จะประกอบอยู่กับรางเลื่อนแนวขวาง การเคลื่อนที่ของโต๊ะงานไสตามยาวของรางเลื่อนแนวขวางเกิดจากสกรูขับที่ได้รับกำลังขับจากมอเตอร์ผานกลไกแบบง่าย ๆ และชุดกรอกแกรก รางเลื่อนแนวขวางและโต๊ะงานไสสามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้ตามรางเลื่อนแนวตั้งซึ่งจะเลื่อนปรับในขั้นตอนการตั้งเครื่องไสเพื่อเตรียมงานไสเท่านั้น เมื่อเลื่อนปรับจนชิ้นงานและมีตไสอยู่ใกล้กันในระยะที่เหมาะสม แล้วจึงล็อคโต๊ะทำงานไสให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ส่วนความลึกรอยไสนั้นจะตั้งจากมือหมุนของชุดหัวเครื่อง

เนื่องจากการตัดเฉือนชิ้นงานจะเกิดขึ้นเพียงจังหวะเดียว คือ จังหวะที่มีดไสถูกขับให้เคลื่อนที่มาข้างหน้าผิวงานสำเร็จที่ได้จึงมีลักษณะเป็นลายเส้นเล็ก ๆ ความลึกและความกว้างของเส้นหรือร่องที่เกิดขึ้นจะเป็นผลจากการเลือกใช้ความลึกรอยไส ความเร็วป้อนโต๊ะงานไสและฟอร์มมีดไส ผิวสำเร็จนี้อาจเหมาะสมหรือใช้งานได้เฉพาะบางส่วนของแผ่นแม่พิมพ์เท่านั้น เช่น ผิวด้านข้าง เป็นต้น ในทางปฏิบัตินิยมเจียระไนผิวหน้าของแผ่นแม่พิมพ์หลังจากการไสแล้ว เพื่อให้ได้ผิวสำเร็จที่มีคุณภาพดี

ในกรณีที่ต้องการไสผิวหน้าของแผ่นแม่พิมพ์ที่มีลักษณะเป็นร่องโค้งหรือนูนหรือเป็นเคอร์ฟ เครื่องไสช่วงสั้นก็สามารถทำได้โดยติดตั้งอุปกรณ์ลอกแบบและโต๊ะยึดแผ่นแบบเข้ากับโต๊ะงานไส เข็มลอกแบบจะเป็นตัวควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของมีดไส ความเที่ยงขนาดของชิ้นงานที่ได้จะขึ้นอยู่กับการเลือกใช้และปรับตั้งมีดไสกับเข็มลอกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัศมีความโค้งของปลายมีดไสจะต้องมีขนาดรัศมีเดียวกันกับเข็มลอกแบบด้วย การใช้งานโดยทั่วไปจะคล้ายคลึงกับเครื่องไสช่วงสั้นทั่ว ๆ ไปจะแตกต่างกันเฉพาะการปรับตั้งมีดไสเท่านั้น ลักษณะการไสลอกแบบได้แสดงไว้ในรูปที่ 1.14 ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญดังนี้
ลักษณะงานไสลอกแบบ
รูปที่ 1.14 งานไสลอกแบบ
1 = อุปกรณ์ลอกแบบ
2 = แผ่นแบบ
3 = เข็มลอกแบบ
4 = ชิ้นงาน
5 = มิดไส
2. เครื่องไสแคร่ยาว (Planing machine) ในกรณีที่ต้องการไสปรับผิวแผ่นแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ที่เครื่องไสช่วงสั้นทำไม่ได้จะใช้เครื่องไสแคร่ยาว ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ มีการเคลื่อนที่ไปมาและไสให้ผิวเรียบ โดยใช้มีดคมตัดเดี่ยวเดินไสหลาย ๆ เที่ยวตลอดผิวหน้าชิ้นงานที่แตกต่างกันก็คือ เครื่องไสช่วงสั้นมีดไสจะเคลื่อนที่ไปมา ส่วนชิ้นงานจะอยู่กับที่และเคลื่อนที่ป้อนเป็นจังหวะ แต่สำหรับเครื่องไสแคร่ยาวชิ้นงานซึ่งยึดอยู่กับโต๊ะงานไสจะเคลื่อนที่ไปมาและมีดไสจะยึดอยู่กับที่และเคลื่อนที่เดินป้อนเป็นจังหวะ

ลักษณะของเครื่องไสแคร่ยาวแบบหนึ่งได้แสดงไว้ในรูป 1.15 (ก) ซึ่งเป็นเครื่องไสแคร่ยาวแบบเสาเดี่ยว และรูปที่ 1.15 (ข) เป็นเครื่องไสแคร่ยาวแบบเสาคู่ โดยมีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้
ลักษณะเครื่องไสแคร่ยาวใช้ในการผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.15 เครื่องไสแคร่ยาว
ลักษณะการเดินไสเพื่อผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.16 หลักการเดินไล
1 = ฐานรางเลื่อน
2 = โต๊ะงานไส
3 = ป้อมยึดมืด
4 = แคร่เลื่อนแนวขวาง
5 = แท่นเลื่อนมีด
6 = แคร่เลื่อนแนวตั้ง
7 = สกรูเลื่อนแนวตั้ง
B = โครงเครื่องไส
9 = ระบบส่งกำลังป้อน
10 = ทิศทางชิ้นงานเคลื่อนที
11 = ทิศทางมืดใสเดินป้อนไล
12 = ทิศทางมืดไสเดินป้อนลึก

1.4.1.2 เครื่องเจาะ (Drilling machine)

เครื่องเจาะเป็นเครื่องจักรกลอีกประเภทหนึ่งที่มีความจำเป็นในการทำแม่พิมพ์ เครื่องเจาะมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดแต่ละชนิดก็จะมีขอบเขตและความเที่ยงขนาดในการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายในการใช้งานหรือลักษณะงานของเครื่องเจาะจะคล้ายคลึงกันคือ ใช้ในงานเจาะรูด้วยดอกสว่าน นอกจากนี้เครื่องเจาะบางเครื่องสามารถที่จะทำงานคว้านรูและรึมเมอร์รูเพื่อให้ได้รูที่มีความเที่ยงขนาดยิ่งขึ้นอีกได้ด้วย ชนิดต่าง ๆ ของเครื่องเจาะสามารถแบ่งอย่างกว้าง ๆ ตามขอบเขตการใช้งานและความเพียงขนาดได้ ดังนี้

1. เครื่องเจาะตั้งพื้นและเครื่องเจาะตั้งโต๊ะ เป็นเครื่องเจาะที่มีใช้กันทั่วไปในโรงงานอุตสาหกรรมเหมาะสำหรับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เช่น งานเจาะรูทำเกลียวและเจาะรูร้อยสกรูสำหรับยึดแผ่นแม่พิมพ์เข้าด้วยกัน งานเจาะรูสำหรับระบบน้ำหล่อเย็น งานเจาะรูสำหรับใส่สลักปลดและสลักดันกลับเป็นต้น นอกจากนี้สำหรับเครื่องเจาะที่มีความเที่ยงขนาดสูงก็สามารถใช้สำหรับเจาะรูใส่ปลอกนำและเพลานำได้อีกด้วย
ลักาณะเครื่องเจาะตั้งโต๊ะ
รูปที่ 1.17 เครื่องเจาะตั้งโต๊ะ
รูปที่ 1.17 แสดงลักษณะทั่วไปของเครื่องเจาะตั้งโต๊ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องเจาะขนาดเล็ก มีส่วนประกอบที่สำคัญแสดงในภาพ การจับยึดชิ้นงานส่วนใหญ่จะใช้ปากกาจับ ดังแสดงในรูปที่ 1.18
หลักการทำงานเจาะเพื่อผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.18 หลักการทำงานเจาะ
ลักษระเครื่องเจาะตั้งพื้น
รูปที่ 1.19 เครื่องเจาะตั้งพื้น
รูปที่ 1.19 แสดงลักษณะทั่วไปของเครื่องเจาะแบบตั้งพื้น เครื่องเจาะชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าแบบแรกและมีโต๊ะงานเจาะเพิ่มขึ้นมาทำให้สามารถปรับระดับของชิ้นงานได้สะดวกยิ่งขึ้น การจับยึดชิ้นงานอาจใช้ปากกาจับ หรือยึดโดยตรงบนโต๊ะงานเจาะก็ได้จึงเหมาะสำหรับชิ้นงานที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และต้องการความเที่ยงขนาดของรู ส่วนใหญ่เครื่องเจาะประเภทนี้จะสามารถปรับความเร็วรอบของเพลาหัวเครื่องได้หลายขั้น ทำให้สามารถทำงานคว้านรูโดยใช้ชุดหัวคว้าน งานรีมเมอร์ งานทำเกลียวด้วยต๊าปเครื่องได้

2. เครื่องเจาะเลื่อนรัศมี เป็นเครื่องเจาะที่มีลักษณะแตกต่างไปจาก 2 ชนิดแรก คือเครื่องเจาะชนิดนี้จะมีแขนเลื่อนรัศมีซึ่งสามารถเคลื่อนที่ขึ้น-ลงและหมุนได้รอบเสาตั้ง บนแขนเลื่อนรัศมีจะมีแท่นเลื่อนซึ่งจะมีเพลาเครื่องเจาะประกอบอยู่ แท่นเลื่อนนี้สามารถเคลื่อนที่ตลอดความยาวของแขนเลื่อนรัศมีและล็อคให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับแผ่นแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากเคลื่อนย้ายได้ลำบาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานคว้านที่มีความเที่ยงขนาดสูงและรูที่ยาว ๆ หรือลึกมากได้อีกด้วย รายละเอียดต่าง ๆ ได้แสดงไว้ในรูปที่ 1.20
ลักษณะเครื่องเจาะเลื่อนรัศมี
รูปที่ 1.20  เครื่องเจาะเลื่อนรัศมี
3. เครื่องคว้านแบบจิ๊ก (Jig-boring machine) เครื่องคว้านชนิดนี้เป็นเครื่องที่ได้รับการพัฒนามา จากเครื่องเจาะ เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับความผิดพลาดของตำแหน่งรูสำหรับใส่ปลอกนำ @พลานำ สลัก เป็นต้น เครื่องคว้านแบบจิ๊กเป็นเครื่องจักรที่ได้รับการออกแบบให้มีความเที่ยงขนาดสูงถึง 0.0025 มิลลิเมตร สามารถ ปรับหาตำแหน่งของรูเจาะได้รวดเร็วโดยไม่ต้องร่างแบบก่อน ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับงานคว้านรูบนแผ่นแม่พิมพ์ เช่น รูสวมปลอกนำและเพลานำ รูสำหรับประกอบส่วนคอร์หรืออินเสิร์ต เป็นต้น
ลักษณะเครื่องคว้านแบบจิ๊ก
รูปที่ 1.21 เครื่องคว้านแบบจิ๊ก
รูปที่ 1.22 และ 1.23 แสดงการเจาะรูของระบบน้ำหล่อเย็นแม่พิมพ์แบบตัวยู
ลักษณะการเจาะรูระบบหล่อเป็นของแม่พิมพ์
รูปที่ 1.22 การเจาะรูระบบหล่อเป็นของแม่พิมพ์
ภาพตัดแสดงระบบหล่อเย็นรูปตัวยู (U) ในแม่พิมพ์
รูปที่ 1.23 ภาพตัดแสดงระบบหล่อเย็นรูปตัวยู (U)

1.4.1.3 เครื่องกลึง

วัตถุประสงค์เบื้องต้นของเครื่องกลึง คือ ใช้ตัดเฉือนชิ้นงานรูปทรงกระบอก ซึ่งเกิดจากชิ้นงานหมุนและมีดคมตัดเดี่ยว เคลื่อนที่เข้าตัดเฉือนเนื้อวัสดุชิ้นงาน ในงานตัดเฉือนผิวภายนอกมีดกลึงจะเคลื่อนที่ขนานไปกับแนวแกนหมุนของชิ้นงาน เรียกว่า งานกลึงปอกผิว อีกลักษณะหนึ่งเป็นการตัดเฉือนเนื้อวัสดุภายในของชิ้นงาน ซึ่งเรียกว่า งานกลึงคว้าน เมื่อมีดกลึงเคลื่อนที่ปาดผิวชิ้นงานทางด้านหน้าตัดเพื่อปาดผิวหน้าให้เรียบ ลักษณะนี้เรียกว่า งานกลึงปาดหน้า ดังแสดงในรูปที่ 1.24 (ก), (ข) และ (ค) ตามลำดับ
ความร้อนในพลาสติกจะเริ่มร้อน
ลักษณะงานกลึงในการผลิตแม่พิมพ์
ความร้อนในพลาสติกจะเริ่มร้อน
รูปที่ 1.24 ลักษณะงานกลึง
ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องกลึงได้แสดงไว้ในรูปที่ 1.25 และ 1.26 ชิ้นงานถูกจับยึดปลายด้านหนึ่งเข้ากับหัวจับและปลายอีกด้านหนึ่งรองรับด้วยยันศูนย์ ซึ่งประกอบอยู่กับชุดยันศูนย์ท้ายแท่น หัวจับจะประกอบอยู่กับเพลาหัวเครื่องซึ่งอยู่ภายในชุดหัวเครื่องและได้กำลังขับมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าผ่านสายพานและชุดเฟืองทดชุดหัวเครื่องและชุดยันศูนย์ท้ายแท่นต่างประกอบร่วมศูนย์กับรางเลื่อน ตำแหน่งของขุดยันศูนย์ท้ายแท่นสามารถปรับและล็อคตำแหน่งบนรางเลื่อนได้เพื่อให้เหมาะกับความยาวชิ้นงานต่าง ๆ กัน
แสดงลักษณะส่วนต่าง ๆ ของเครื่องกลึง
รูปที่ 1.25 ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องกลึง
1 = ระบบส่งกำลัง
2 = มอเตอร์ไฟฟ้า
3 = ชุดหัวเครื่อง
4 = เพลาหัวเครื่อง
5 = หัวจับ
6 = ป้อมมีด
7 = แท่นเลื่อนมีด
8 = แท่นเลื่อนแนวขวาง
9 = ชุดยันศูนย์ท้ายแท่น
10 = รางเลื่อน
11 = แคร่เลื่อน
12 = ฐานเครื่อง
มีดกลึงที่ใช้กันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคมตัดเดี่ยวที่จับยึดอยู่กับป้อมมีด มีดกลึงจะถูกปรับตำแหน่งให้ได้ศูนย์และมีมุมมืดที่ถูกต้องก่อนที่จะนำเข้าตัดเฉือนชิ้นงาน ปลายคมมีดจะอยู่ในระดับเดียวกันกับแนวแกนของชิ้นงาน คมมีดสามารถที่จะเคลื่อนที่ได้ 2 ทิศทาง สำหรับงานกลึงปอกผิวและงานกลึงคว้าน คมมีดจะเคลื่อนที่ขนานกับรางเลื่อนของเครื่องกลึงหรือตามแนวยาว ซึ่งกระทำได้โดยเลื่อนชุดแคร่เลื่อนเคลื่อนที่คามรางเลื่อนสำหรับงานกลึงปาดหน้าผิวปลายชิ้นงานคมมืดจะเคลื่อนที่ในแนวขวางกับรางเลื่อนโดยการหมุนเลื่อนมือหมุนของชุดแท่นเลื่อนแนวขวาง ซึ่งมีแท่นเลื่อนทำมุม 90 กับรางเลื่อนของเครื่องกลึง การเคลื่อนที่ทั้งสองทิศทางนี้สามารถใช้ระบบส่งกำลังขับทำให้เกิดการเคลื่อนที่โดยอัตโนมัติได้

ความเร็วในการเคลื่อนที่หรืออัตราป้อนของชุดแคร่เลื่อนและแท่นเลื่อนแนวขวางจะต้องปรับให้สัมพันธ์กันกับการหมุนของชิ้นงาน ความลึกรอยกลึงและคุณภาพของผิวงานที่ต้องการ สำหรับงานกลึงหยาบจะใช้อัตราป้อนสูงและความลึกรอยกลึงมาก แต่สำหรับงานกลึงปอกละเอียดจะใช้ความลึกรอยกลึงน้อยและอัตราป้อนช้าสำหรับชิ้นงานที่เผื่อขนาดไว้มากหรือต้องกลึงเนื้อโลหะออกมากอาจต้องใช้กลึงปอกหยาบหลาย ๆ เที่ยวจนได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใกล้เคียงขนาดและกลึงปอกละเอียดอีก 1 หรือ 2 เที่ยวจนได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางชิ้นงานที่ต้องการ
หลักการทำงานกลึงในการผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
รูปที่ 1.26 หลักการทำงานกลึง
เครื่องกลึงเป็นเครื่องจักรกลประเภทที่มีความคล่องตัวสูงและใช้ผลิตชิ้นส่วนของแม่พิมพ์เป็นส่วนมากตัวอย่างเช่น เพลานำ ปลอกนำ ปลอกรองรับ เพลาตันปลด ปลอกเพลาตันปลด สลักดันกลับ เป็นต้น ชิ้นส่วนเหล่านี้ผลิตจากเครื่องกลึงทั้งหมด นอกเหนือไปจากชิ้นส่วนประกอบเหล่านี้แล้ว ส่วนของเบ้าและคอร์ก็สามารถผลิตจากเครื่องกลึงได้เหมือนกัน ถ้าชิ้นงานเป็นรูปทรงกระบอก งานกลึงเป็นลักษณะงานผลิตที่กระทำได้ค่อนข้างรวดเร็วและด้วยเหตุผลข้อนี้แม่พิมพ์สำหรับชิ้นงานรูปทรงกระบอกจะผลิตได้ราคาถูกกว่าแม่พิมพ์ชนิดเดียวกันที่ใช้ผลิตชิ้นงานรูปทรงอื่น ๆ

ชิ้นงานที่มีรูปร่างเป็นเกลียวนอกและเกลียวในก็สามารถผลิตได้ง่าย ตัวอย่างเช่น เกลียวที่ปลายของเพลากระทุ้ง ความยุ่งยากในการผลิตเกลียวจะเกิดขึ้นบ้างในกรณีที่ต้องการทำเกลียวบนส่วนตอร์ของแม่พิมพ์หรือในส่วนเบ้า เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่เป็นเกลียว เช่น ฝาเกลียว เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้จำเป็นจะต้องเผื่อขนาดของเกลียวสำหรับการหดตัวของวัสดุพลาสติก (คือ ขนาดของเกลียวจะต้องทำให้มีขนาดโตกว่าขนาดที่ต้องการเล็กน้อย เพื่อเผื่อขนาดสำหรับการหดตัวของวัสดุเมื่อเย็นตัวลง)

เพื่อให้การอธิบายวิธีการผลิตชิ้นส่วนของแม่พิมพ์มีความชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย จึงขอยกตัวอย่างการผลิตเพลานำ (รูปที่ 1.27) เป็นตัวอย่างแสดงขั้นตอนการผลิต
แสดงขั้นตอนการผลิตเพลานำในแม่พิมพ์พลาสติก
รูปที่ 1.27 ขั้นตอนการผลิตเพลานำ
อันดับแรกจะต้องตัดเพลากลมที่มีขนาดความยาวที่เหมาะสมจากแท่งเพลายาวเสียก่อน และจับยึดเข้ากับหัวจับ ปลายหน้าตัดของชิ้นงานจะถูกกลึงปาดหน้าจนเรียบ และต่อจากนั้นจึงเจาะรูนำศูนย์ (รูปที่ 1.27(ก)) จากนั้นจึงประคองปลายชิ้นงานตรงรูเจาะนำศูนย์ด้วยยันศูนย์ซึ่งประกอบอยู่กับชุดยันศูนย์ท้ายแท่น

ในขั้นตอนต่อไปนี้ชิ้นงานจะถูกกลึงลดขนาดลงเรื่อย ๆ (รูปที่ 1.27 (ข) - (จ)) จนได้ขนาดและรูปร่างที่ต้องการในขั้นสุดท้ายเพลานำจะถูกกลึงตัดออกจากแท่งวัสดุชิ้นงาน (รูปที่ 1.27 (ฉ)) และเศษวัสดุชิ้นงานจะถูกถอดออกจากหัวจับ จากนั้นจึงกลับด้านชิ้นงานยึดเข้ากับหัวจับกลึงปาดหน้าให้เรียบและได้ขนาดความหนาที่ต้องการ

ขณะนี้จะได้รูปร่างและขนาดของเพลานำที่ต้องการ ซึ่งเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนของงานกลึง จากนั้นเพลานำจะถูกนำไปชุบแข็งและส่วนนำเลื่อนจะถูกนำไปเจียระไนให้ได้ขนาดด้วยเครื่องเจียระไนกลมอีกขั้นตอนหนึ่ง

1.4.1.4 เครื่องกัด (Milling machine)

งานกัดเป็นขั้นตอนการตัดเฉือนลดขนาดวัสดุชิ้นงานโดยอาศัยมืดกัดที่หมุนอยู่ ชิ้นงานสามารถเคลื่อนที่ได้ 3 ทิศทางที่ตั้งฉากซึ่งกันและกันและในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับมืดกัด ทิศทางทั้งสามได้แก่ ในแนวยาว แนวขวางและแนวตั้ง ตามลำดับ เครื่องกัดที่แบ่งตามลักษณะของเพลามีดกัดมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดคือ ชนิดหนึ่งเพลามืดกัดจะตั้งฉากกับผิวหน้าของชิ้นงาน (รูปที่ 1.28) ชนิดนี้เรียกว่า เครื่องกัดตั้ง อีกชนิดหนึ่งเพลามีดกัดจะอยู่ในแนวขนานกันกับผิวหน้าของชิ้นงาน และชนิดนี้เรียกว่า เครื่องกัดเพลานอน (รูปที่ 1.29) ทั้ง 2 ชนิดใช้ในการผลิตชิ้นส่วนของแม่พิมพ์กันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะเครื่องกัดตั้ง
รูปที่ 1.28 เครื่องกัดตั้ง
ลักษณะเครื่องกัดเพลานอน
รูปที่ 1.29 เครื่องกัดเพลานอน
ทั้งสองชนิดนี้จะมีลักษณะส่วนประกอบของโต๊ะงานกัด (1) ที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะกล่าวถึงส่วนนี้เป็นอันดับแรก โต๊ะงานกัด (1) จะประกอบอยู่บนรางเลื่อนของอานม้า (2) ทำให้สามารถเคลื่อนที่ตามแนวยาวได้ ส่วนอานม้าจะประกอบอยู่บนแท่นโต๊ะงาน (3) ซึ่งมีรางเลื่อนทำมุม 90 กับรางเลื่อนของอานม้า ทำให้ชิ้นงานสามารถเคลื่อนที่ตามแนวขวางได้ ส่วนแท่นโต๊ะงานที่เป็นส่วนรองรับหลักของโต๊ะงานจะประกอบอยู่กับรางเลื่อนแนวตั้ง ทำให้สามารถเลื่อนป้อนชิ้นงานขึ้น-ลงได้ สำหรับเครื่องกัดเพลานอน ความลึกรอยกัดตั้งได้โดยอาศัยการเคลื่อนที่ในแนวตั้งนี้ ส่วนเครื่องกัดตั้งการเคลื่อนที่ในแนวตั้งของโต๊ะงานนี้ใช้สำหรับปรับระยะห่างของชิ้นงานกับมีดกัดให้มีระยะที่เหมาะสม และตั้งความลึกรอยกัดด้วยมือหมุนป้อนของเพลามืดกัด

เครื่องกัดตั้ง (รูปที่ 1.28) ประกอบด้วยชุดหัวกัดตั้ง (4) ภายในหัวกัดตั้งจะประกอบด้วยเพลาหัวเครื่องซึ่งได้รับกำลังขับหมุนจากมอเตอร์ไฟฟ้าผ่านชุดระบบส่งกำลัง เพลาหัวเครื่องที่หมุนด้วยความเร็วสูงสามารถเลื่อนขึ้น-ลงได้ในแนวตั้งด้วยมือหมุนหรือกลไกอัตโนมัติ เครื่องกัดชนิดนี้จะใช้มีดกัดตั้ง ดังแสดงในรูปที่ 1.30 ยึดกับเพลาหัวเครื่องด้วยจำปาจับ มีดกัดชนิดนี้จะประกอบด้วยคมตัดตามแนวเส้นรอบวงและที่ปลายหน้าตัดของมีดกัด ด้วยเหตุนี้ทำให้มืดกัดตั้งสามารถกัดกินลึกลงไปในผิวงานและป้อนกัดตามแนวยาวหรือแนวขวาง ซึ่ง ขึ้นอยู่กับรูปร่างของชิ้นงานที่ต้องการ รูปที่ 1.31 แสดงให้เห็นการใช้มีดกัดตั้งกัดแผ่นแม่พิมพ์ให้เป็นแอ่งหรือเบ้าที่ต้องการ
ลักษณะมีดกัดตั้ง
รูปที่ 1.30 มีดกัดตั้ง
แสดงการใช้มีดกัดตั้งกัดแผ่นแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกเพื่อผลิต
รูปที่ 1.31 แสดงการใช้มีดกัดตั้งกัดแผ่นแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก
เครื่องกัดเพลานอน (รูปที่ 1.29) จะประกอบด้วยเพลาหัวเครื่องที่ส่งกำลังขับให้กับเพลามีดกัด (4) ที่ใช้ยึดมีดกัด โดยมีแท่นประคอง (5) ยื่นออกมารองรับเพลามีดกัดไม่ให้เกิดการโก่งงอในขณะกัดผิวชิ้นงานมีดกัดที่นิยมใช้กับเครื่องกัดชนิดนี้ คือ จานมืดกัดที่มีคมมืดกัดตามแนวเส้นรอบวงและผิวด้านข้างของจานมืด นิยมใช้ในงานกัดร่องและปาดผิวหน้าชิ้นงาน นอกจากนี้การใช้มีดกัดที่มีรูปฟอร์มหน้าตัดแบบอื่น ๆ จะทำให้สามารถกัดชิ้นงานให้มีรูปร่างที่ต้องการได้ ดังแสดงในรูปที่ 1.32
มีดกัดนอน (ก) จานมีดกัด (ข) มีดกัดเฟือง (ค) มีดกัคราบ
รูปที่ 1.32 มีดกัดนอน (ก) จานมีดกัด (ข) มีดกัดเฟือง (ค) มีดกัดราบ
ขั้นตอนการใช้งานของเครื่องกัดทั้งสองชนิดนี้จะคล้ายคลึงกัน การเคลื่อนที่ของชิ้นงานทั้ง 3 ทิศทาง สามารถทำได้โดยใช้มือหมุนเลื่อนหรือใช้ระบบส่งกำลังขับให้เคลื่อนที่อัตโนมัติ ในทางปฏิบัติควรจะเลื่อน โต๊ะงานครั้งละ 1 ทิศทาง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ลองพิจารณาตัวอย่างการกัดร่องบนแผ่นยึด แม่พิมพ์ (bolster) ข้างล่างนี้
ขั้นตอนงานกัดร่องลึกด้วยเครื่องกัดนอนในการผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
รูปที่ 1.33 ขั้นตอนงานกัดร่องลึกด้วยเครื่องกัดนอน
ขั้นตอนการทำงานแสดงไว้ในรูปที่ 1.33 เริ่มแรกช่างจะตั้งขนาดความลึกที่จะกัดผิวงานออกและป้อน ชิ้นงานตามแนวยาวเพื่อกัดขึ้นงานร่องแรก (ก) เมื่อป้อนกัดจนสุดความยาวชิ้นงานจึงเลื่อนป้อนชิ้นงานตามแนว ขวาง เพื่อป้อนกัดร่องใหม่ ทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ กันจนกระทั่งได้ขนาดความกว้างของร่องที่ต้องการ (ข) จากนั้นจึงป้อน เพิ่มความลึกรอยกัดและป้อนกัดตามแนวยาวเช่นเดิม (ค) ดำเนินขั้นตอนเหล่านี้ซ้ำ ๆ กันจนกระทั่งได้ความลึกของ ร่องที่ต้องการ (ง), (จ) ความลึกรอยกัด, ระยะป้อนแนวขวางและอัตราป้อนกัดที่จะเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ประการ ได้แก่ ชนิดของวัสดุชิ้นงาน คุณภาพผิวสำเร็จและรูปร่างของมีดกัด ชนิดของวัสดุยึดกัด เป็นต้น

ดังได้กล่าวข้างต้น เครื่องกัดเป็นเครื่องจักรกลที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนของแม่พิมพ์ได้มากมาย แต่หาก ต้องใช้ในงานกัดชิ้นงานที่เป็นรูปทรงสามมิติจะกระทำได้ยากและมักจะพบอยู่เสมอในการทำเบ้าและคอร์ของ แม่พิมพ์สำหรับรูปทรงที่ซับซ้อนเช่นนี้ จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลที่มีระบบลอกแบบ เช่น เครื่องกัดลอกแบบ เป็นต้น และเครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์

1.4.1.5 เครื่องกัดลอกแบบ

หลักการทำงานของเครื่องกัดชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องกัดตั้งตรงที่การปาดผิวงานใช้มืดกัดตั้งเดินป้อนกัดหลาย ๆ เที่ยวจนได้ขนาดที่ต้องการ เครื่องกัดลอกแบบจะมีก้านลอกแบบ (tracer) ที่มีระบบควบคุมต่อเข้ากับชุดหัวกัด ก้านลอกแบบจะเคลื่อนที่ตามแผ่นแบบ (template) หรือแบบจำลอง (model) และควบคุมให้มีดกัดเคลื่อนที่ตาม ทำให้สามารถผลิตชิ้นงานที่มีขนาดและรูปร่างถูกต้องตามต้นแบบ (master)

เครื่องกัดลอกแบบสามารถจะแบ่งตามลักษณะของระบบควบคุมของชุดลอกแบบได้เป็น 2 ชนิด คือเครื่องกัดลอกแบบลายเส้นและเครื่องกัดลอกแบบสามมิติ
1. เครื่องกัดลอกแบบลายเส้น (Pantograph milling machine)
เครื่องกัดลอกแบบชนิดนี้จะอาศัยชุดแขนต่อเป็นตัวถ่ายทอดการเคลื่อนที่จากก้านลอกแบบไปยังมีดกัด โดยทั่วไปจะใช้สำหรับงานเบา ๆ การเคลื่อนที่ของก้านลอกแบบจะใช้มือบังคับให้เคลื่อนที่ไปตามแผ่นแบบ ส่วนใหญ่จะลอกแบบขนาด 1:1 หรือลอกแบบได้เท่ากับขนาดแผ่นแบบ แต่เครื่องคัดลอกแบบบางเครื่องสามารถย่อขนาดได้ ทำให้สามารถปรับขนาดของชิ้นงานให้มีความเที่ยงขนาดได้สูง
ลักาณะเครื่องกัดลอกแบบลายเส้น
รูปที่ 1.34 เครื่องกัดลอกแบบลายเส้น
1 = สวิทช์ปรับความเร็วมืดตัด
2 = ตัวตั้งระยะป้อนความลึก
3 = โต๊ะทำงาน
4,5,6 = มือหมุนป้อนโต๊ะงาน
7 = มือหมุนปรับโต๊ะยึดแผ่นแบบ
8 = โต๊ะยึดแผ่นแบบ
9 = เพลามีดกัด
10 = เพลายึดก้านลอกแบบ
11 = แขนควบคุมชุดแขนต่อ
12 = ชุดแขนต่อ
13 = มือหมุนปรับความลึก
ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องกัดลอกแบบลายเส้นได้แสดงไว้ในรูป 1.34 ชิ้นงานจะถูกจับยึดอยู่บนโต๊ะงานและแผ่นแม่แบบจะยึดเข้ากับโต๊ะยึดแผ่นแบบ ชิ้นงานกับแผ่นแม่แบบจะต้องปรับให้ได้ศูนย์เดียวกันสำหรับชุดแขนต่อที่สามารถย่อขนาดได้จะต้องปรับอัตราส่วนย่อให้ได้ขนาดตามต้องการ
ขั้นตอนงานกัดร่องลึกด้วยเครื่องกัดนอนในการผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
รูปที่ 1.33 ขั้นตอนงานกัดร่องลึกด้วยเครื่องกัดนอน
มีดกัดที่ใช้ส่วนใหญ่จะใช้มีดกัดแบบคมเดี่ยว ดังแสดงในรูปที่ 1.36 ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฟอร์ม การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับลักษณะงานเป็นสำคัญ ส่วนก้านลอกแบบจะต้องเลือกใช้ให้มีฟอร์มที่สัมพันธ์กับมืดกัดที่ใช้ด้วย สำหรับมืดกัดที่ใช้นอกจากจะใช้แบบคมเดี่ยวแล้วยังสามารถใช้มีดกัดตั้งที่ใช้ในงานกัดทั่วไปได้ด้วยเช่นกัน
แสดงฟอร์มต่าง ๆ ของมืดกัดแบบคมเดี่ยวที่นิยมใช้กับเครื่องกัดลอกแบบในการผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.36 แสดงฟอร์มต่าง ๆ ของมืดกัดแบบคมเดี่ยวที่นิยมใช้กับเครื่องกัดลอกแบบ
(ก) = มีดกัดคมเดี่ยวทรงกระบอก
(ข) = มีดกัดตมเดี่ยวทรงกระบอกแบบปลายมน
(ค) = มีดกัดคมเดี่ยวทรงเรียวแบบปลายมน
(ง) = มีดกัดคมเดี่ยวทรงเรียวแบบคมรัศมี
แสดงการใช้งานของมีดคมเดี่ยวฟอร์มต่าง ๆ ในการผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
รูปที่ 1.37 แสดงการใช้งานของมีดคมเดี่ยวฟอร์มต่าง ๆ
(ก) = งานกัดบ่าฉาก
(ข) = งานกัดบ่าฉากเป็นรัศมีที่ขอบล่าง
(ค) = งานกัดผิวเอียง
(ง) = งานกัดลอกแบบผิวหน้าที่ไม่สม่ำเสมอ
แสดงการใช้มีดกัดตั้งในงานกัดออกแบบผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
รูปที่ 1.38 แสดงการใช้มีดกัดตั้งในงานกัดออกแบบ
(ก) = งานกัดผิวสำเร็จเป็นร่องทะลุตลอด
(ข) = งานกัดผิวสำเร็จของส่วนเบ้าที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ
ในงานกัดลอกแบบสำหรับชิ้นงานที่ตื้น ๆ สามารถกัดลอกแบบให้สำเร็จในครั้งเดียวได้ แต่สำหรับชิ้นงานที่มีความลึกมากอาจจะแบ่งขั้นตอนงานกัดออกหลาย ๆ ครั้ง เช่น กัดหยาบด้วยเครื่องกัดตั้งทั่วไปจนเกือบได้ขนาดสำเร็จ จากนั้นจึงนำมากัดละเอียดด้วยเครื่องกัดลอกแบบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในขั้นนี้อาจจะเดินกัดเพียงเที่ยวเดียวหรือเดินกัดหลาย ๆ เที่ยวก็ได้
ขั้นตอนงานกัดหยาบ ขั้นตอนที่ 1 ในการผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
(ก) งานกัดหยาบขั้นที่ 1
ขั้นตอนงานกัดหยาบ ขั้นตอนที่ 2 ในการผลิตแม่พิมพ์พลาสติก
(ข) งานกัดหยาบขั้นที่ 2
รูปที่ 1.39 งานกัดหยาบ
แสดงงานกัดลอกแบบเพื่อให้ได้ขนาดสำเร็จในชั้นสุดท้ายในการผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.40 แสดงงานกัดลอกแบบเพื่อให้ได้ขนาดสำเร็จในชั้นสุดท้าย
1 = ชิ้นงาน
2 = มีดกัด
3 = ก้านลอกแบบ
4 = แผ่นแม่แบบ
2. เครื่องกัดลอกแบบสามมิติ
สำหรับชิ้นส่วนของแม่พิมพ์ เช่น ส่วนเบ้าและส่วนคอร์ที่มีรูปร่างซับซ้อนสามารถผลิตได้โดยใช้เครื่อง กัดลอกแบบสามมิติ ซึ่งจะอาศัยก้านลอกแบบที่ติดอยู่กับชุดลอกแบบถ่ายทอดรูปร่างของแผ่นแบบหรือแบบ จำลองไปยังชิ้นงาน ระบบควบคุมของชุดลอกแบบมีทั้งที่เป็นระบบไฟฟ้าและระบบไฮดรอลิค ซึ่งจะมีการ เคลื่อนที่ลอกแบบโดยอัตโนมัติ สำหรับในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะระบบลอกแบบที่ควบคุมด้วยระบบไฮดรอลิค เท่านั้น รูปที่ 1.41 แสดงลักษณะและส่วนประกอบสำคัญของเครื่องกัดลอกแบบสามมิติที่ควบคุมด้วยระบบ ไฮดรอลิคโดยมีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้
ลักษณะเครื่องกัดลอกแบบสามมีติ
รูปที่ 1.41 เครื่องกัดลอกแบบสามมีติ
1 = ชุดเพลามีดกัด
2 = ชุดลอกแบบ
3 = กล่องสวิทช์ควบคุม
4 = ชุดปั๊มไฮดรอลิค
5 = โต๊ะงานกัด
6 = โครงเครื่องกัด
7 = ชุดมอเตอร์ไฮตรอลิคควบคุมโต๊ะงาน
8 = ลูกสูบไฮดรอลิค
9 = ฐานเครื่อง
ลักษณะชุดลอกแบบและการยึดชิ้นงาน
รูปที่ 1.42 ชุดลอกแบบและการยึดชิ้นงาน
1 = มีดกัด
2 = ก้านลอกแบบ
3 = ชุดควบคุมการเคลื่อนที่
4 = แบบจำลอง
5 = มือหมุนป้อนความลึก
6 = สกรูปรับตำแหน่งชุดลอกแบบ
7 = ปุ่มปรับความเร็วของชุดลอกแบบ
8 = ปุ่มปรับความเร็วรอบของเพลามืดกัด
9 = โต๊ะงานกัด
10 = ชิ้นงาน
ชิ้นงานและแบบจำลองจะยึดเข้าโต๊ะงานกัด โดยยึดชิ้นงานให้ตรงกับตำแหน่งของเพลามีดกัด ส่วนแบบจำลองจะยึดอยู่ทางด้านชุดลอกแบบ ซึ่งอาจยึดโดยตรงเข้ากับโต๊ะงานกัดหรือมีแท่นยึดแผ่นแบบต่างหากก็ได้ ในขณะทำการกัดลอกแบบ ก้านลอกแบบจะสัมผัสอยู่กับผิวของแบบจำลองอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ส่วนปลายของก้านลอกแบบสัมผัสอยู่กับผิวราบ ดังแสดงในรูป 1.43 เมื่อเปิดสวิทช์ควบคุมให้โต๊ะงานเคลื่อนที่ โต๊ะงานจะเคลื่อนที่ในแนวยาวหรือแนวขวาง ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกสวิทช์ทิศทางการเดินลอกแบบ เมื่อโต๊ะงานเคลื่อนที่ไปปะทะกับปุ่มตั้งระยะโต๊ะงานจะหยุดเคลื่อนที่ตามแนวยาวหรือแนวขวาง และเกิดการเคลื่อนที่ป้อนในทิศทางที่ ตรงกันข้ามกับการเดินลอกแบบ คือ แนวขวางหรือแนวยาวตามระยะป้อนที่ตั้งไว้ และโต๊ะงานก็จะเดินลอกแบบ กลับ แต่ถ้าผิวด้านข้างของก้านลอกแบบไปสัมผัสกับส่วนที่นูนหรือเว้าลงไปของแบบจำลองดังแสดงในรูปที่ 1.44 การเคลื่อนที่ลอกแบบและการเคลื่อนที่ป้อนจะหยุดจากการที่ผิวด้านข้างของก้านลอกแบบไปสัมผัสกับผิวของแบบจำลองนี้จะทำให้ก้านลอกแบบเอียงไปและไปควบคุมวาล์วไฮดรอลิคบังคับให้กระบอกสูบเลื่อนโต๊ะงานกัดขึ้นหรือลงจนก้านลอกแบบสัมผัสกับผิวราบอีกครั้งหนึ่งก็จะเกิดการเคลื่อนที่ลอกแบบและการเคลื่อนที่ป้อนต่อไปจะเป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนเสร็จสิ้นการลอกแบบ
ลักษณะโต๊ะงานกัดเคลื่อนที่แนวราบ
รูปที่ 1.43 โต๊ะงานกัดเคลื่อนที่แนวราบ
ลักษณะโต๊ะงานกัดเคลื่อนที่ขึ้น-ลง
รูปที่ 1.44 โต๊ะงานกัดเคลื่อนที่ขึ้น-ลง
ขั้นตอนการผลิตคอร์แม่พิมพ์พลาสติกแบบสามมิติ
รูปที่ 1.45 ขั้นตอนการผลิตคอร์แบบสามมิติ
ในทางปฏิบัติจะทำงานกัดลอกแบบชิ้นงานที่มีความลึกมากให้สำเร็จในครั้งเดียวนั้นกระทำได้ยากจำเป็นจะต้องทำการลดขนาดลงเป็นขั้น ๆ ตามขีดความสามารถของเครื่องจักร รูปที่ 1.45 แสดงให้เห็นขั้นตอนการผลิตคอร์ (core) ของแม่พิมพ์ทำเรือเด็กเล่น ในขั้นแรกจะกัดลอกแบบเฉพาะส่วนด้านบนออกเท่านั้น (ก), (ข) จากนั้นในขั้นต่อไปจึงค่อย ๆ เพิ่มขนาดความลึกรอยกัดขึ้น (รูป (ค), (ง), (จ)) ซึ่งสังเกตได้จากส่วนของคอร์ที่โผล่อออกมา และในขั้นสุดท้ายเพิ่มความลึกรอยกัดตามขนาดที่ต้องการกัดลอกแบบให้ได้ขนาดสำเร็จ (ฉ)

1.4.1.6 เครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ชิ้นส่วนของแม่พิมพ์ที่มีรูปร่างซับซ้อนและต้องการความเที่ยงขนาดสูง นอกจากจะใช้วิธีกัดด้วยเครื่องกัดลอกแบบซึ่งต้องทำแม่แบบหรือแบบจำลองให้มีขนาดและรูปร่างที่ถูกต้องแล้วยังสามารถทำได้โดยใช้เครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับชิ้นงานหนึ่ง ตัวอย่างชิ้นส่วนของแม่พิมพ์ เช่น ส่วนเบ้าและส่วนคอร์ที่สามารถผลิตได้ด้วยเครื่องกัดชนิดนี้ได้แสดงไว้ในรูปที่ 1.46 ซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนโค้งของรัศมีหลาย ๆ ขนาดประกอบกัน

เครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมควบคุมการเคลื่อนที่ของแท่นเลื่อนงานกัด ลักษณะและการใช้งานทั่วไปจะคล้ายคลึงกับเครื่องกัดอเนกประสงค์ (universal milling machine)
แสดงลักษณะส่วนคอร์ของแม่พิมพ์
รูปที่ 1.46 ส่วนคอร์ของแม่พิมพ์
ลักาณะเครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์
รูปที่ 1.47 เครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์
1 = โต๊ะงานกัด
2 = เพลามีดกัด
3 = ระบบล็อคมืดกัด
4 = แท่นเลื่อน
5 = มอเตอร์กระแสตรง
6 = แผงควบคุม
7 = โครงเครื่อง
8 = ฐานเครื่อง
X = การเคลื่อนที่ตามแนวยาวของโต๊ะงานกัด
Y = การเคลื่อนที่เข้า-ออกของแท่นเลื่อน
Z = การเคลื่อนที่ขึ้น-ลงของโต๊ะงานกัด
จะแตกต่างกันตรงระบบการควบคุมการเคลื่อนที่ ดังกล่าวแล้ว คือ โต๊ะงานและแท่นเลื่อนนอกจากจะมีมือหมุนสำหรับเลื่อนป้อนแล้วจะมีมอเตอร์กระแสตรง (DC motor) ต่อเข้ากับปลายของสกรูแท่นเลื่อนต่าง ๆ สำหรับหมุนขับให้แท่นเลื่อนเคลื่อนที่ มอเตอร์กระแสตรงที่ใช้จะสามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจังหวะทำให้สามารถควบคุมให้หมุนขับแท่นเลื่อนไปตามระยะที่ต้องการได้ มอเตอร์เหล่านี้จะต่อเข้ากับแผงควบคุม ในชุดแผงควบคุมนี้จะมีแป้นสำหรับป้อนข้อมูลของโปรแกรม ซึ่งอาจจะป้อนเข้าโดยตรงหรือใช้เทปโปรแกรมต่อเข้ากับแผงควบคุมนี้ก็ได้ ภายในแผงข้อมูลจะมีโปรแกรมสำเร็จซึ่งจัดเตรียมไว้โดยบริษัทผู้ผลิต เช่น โปรแกรมกัดโค้ง โปรแกรม ลบมุม โปรแกรมกัดวงกลม เป็นต้น ผู้ใช้เพียงแต่เลือกใช้โปรแกรมให้เหมาะสมกับงาน และป้อนข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ในแผงควบคุมจะมีระบบความจำทำให้สามารถบันทึกโปรแกรมต่าง ๆ เก็บไว้ได้ ดังนั้นชิ้นส่วนของแม่พิมพ์เช่น ส่วนเบ้า ส่วนคอร์ การเจาะรูใส่สลักปลด ปลอกปลด เพลานำ ปลอกนำ เป็นต้น จะสามารถทำได้ง่ายและสามารถทำได้หลาย ๆ ชิ้นที่ต้องการโดยออกแบบโปรแกรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากจะใช้ทำชิ้นส่วนของแม่พิมพ์แล้วยังสามารถใช้ทำแท่งอีเล็คโทรดที่ใช้กับเครื่องสปาร์คที่มีความซับซ้อนและต้องการความเที่ยงขนาดสูงได้อีกด้วย ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้แสดงไว้ในรูปที่ 1.47

1.4.1.7 เครื่องเจียระไน

ชิ้นส่วนของแม่พิมพ์บางส่วน เช่น ชิ้นส่วนที่ต้องสวมประกอบเข้าด้วยกันพอดี, ผิวสัมผัสของแผ่นแม่พิมพ์เป็นต้น ชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องการความเที่ยงขนาดสูงและมีผิวสัมผัสที่เรียบเสมอกันจริง ๆ ซึ่งทำได้โดยการเจียระไนลดขนาดชิ้นส่วนเหล่านี้ งานเจียระไนโดยทั่วไปจะกระทำหลังจากที่ชิ้นส่วนเหล่านี้ผ่านงานลดขนาดอย่างหยาบ ๆ มาก่อนด้วยวิธีการตัดเฉือนอื่น ๆ เช่น งานกลึง งานกัด งานไส เป็นต้น และชิ้นส่วนที่ต้องมีความแข็งจะนำไปชุบแข็งด้วยกรรมวิธีทางความร้อนก่อน จากนั้นจึงนำชิ้นส่วนมาเจียระไนให้ได้ขนาดสำเร็จ เครื่องเจียระไนที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนของแม่พิมพ์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ เครื่องเจียระไนราบและเครื่องเจียระไนกลม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ลักาณะเครื่องเจียระไนราบ
รูปที่ 1.48 เครื่องเจียระไนราบ
เครื่องเจียระไนราบ
เครื่องเจียระไนราบใช้สำหรับงานเจียระไนผิวราบให้เรียบและขนานกัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในงานเจียระไนบ่าฉากหรือเจียระไนผิวงานให้เป็นมุมต่าง ๆ กันโดยใช้อุปกรณ์อื่นประกอบ

เครื่องเจียระไนราบมีการออกแบบที่แตกต่างกันหลายลักษณะ แบบหนึ่งที่นิยมใช้กันแสดงไว้ในรูปที่ 1.48 ชิ้นงานถูกจับยึดบนโต๊ะงานที่เคลื่อนที่ไป-มาอยู่ใต้ล้อหินเจียระไนที่หมุนอยู่ ชิ้นงานจะถูกเจียระไนออกทีละน้อย พร้อมกับการเคลื่อนที่ในแนวขวางของโต๊ะงานทำให้สามารถเจียระไนผิวงานได้ตลอดผิวหน้าของชิ้นงาน

ล้อหินเจียระไนจะยึดอยู่กับเพลาหินเจียระไนซึ่งขนานกับผิวหน้าของชิ้นงาน เพลาหินเจียระไนจะประกอบอยู่กับแบริ่งภายในชุดเพลาล้อหินเจียระไน ความลึกของรอยเจียระไนสามารถปรับได้โดยการเลื่อนชุดเพลาล้อหินเจียระไนขึ้น-ลงตามแนวตั้ง

ความยาวช่วงชักของโต๊ะงานจะต้องปรับให้เหมาะสมกับขนาดความยาวของชิ้นงานก่อนที่จะเริ่มเจียระไน การเคลื่อนที่ไปมาของโต๊ะงานจะไปดันให้กลไกเคลื่อนที่แนวขวางของโต๊ะงานทำงาน ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ป้อนของชิ้นงาน
ลักษณะเครื่องเจียระไนกลม
รูปที่ 1.49 เครื่องเจียระไนกลม
เครื่องเจียระไนกลม
ใช้สำหรับการผลิตชิ้นส่วนทรงกระบอกของแม่พิมพ์ที่ต้องการความละเอียด วัสดุชิ้นงานจะถูกตัดเฉือนลดขนาดลงด้วยล้อหินเจียระไนที่หมุนและป้อนเข้าตัดเฉือนชิ้นงานที่หมุนอยู่ในทิศทางตรงข้ามกัน แนวแกนของล้อหินเจียระไนและแนวแกนของชิ้นงานจะขนานกันสำหรับงานเจียระไนทรงกระบอกทั่ว ๆ ไป

ลักษณะสำคัญของเครื่องเจียระไน ก็คือ สามารถตัดเฉือนวัสดุชิ้นงานที่ผ่านการชุบแข็งมาแล้ว คุณสมบัติข้อนี้พร้อมด้วยพิกัดความเผื่อที่แคบและคุณภาพผิวสำเร็จที่ดีทำให้เครื่องเจียระไนเป็นหัวใจสำคัญของโรงงาน

ลักษณะของเครื่องเจียระไนกลมแสดงไว้ง่าย ๆ ในรูปที่ 1.49 ปลายด้านหนึ่งของชิ้นงานจะถูกจับยึดด้วยหัวจับและปลายอีกอันหนึ่งถูกประคองด้วยยันศูนย์ซึ่งประกอบอยู่กับชุดยันศูนย์ท้ายแท่น หัวจับจะประกอบติดอยู่กับเพลาหัวเครื่องและขับให้หมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งยึดอยู่กับชุดหัวเครื่อง ทั้งชุดหัวเครื่องและชุดยันศูนย์ท้ายแท่นจะประกอบอยู่บนโต๊ะงาน โดยที่ชุดยันศูนย์ท้ายแท่นสามารถปรับตำแหน่งให้มีระยะที่เหมาะสมกับความยาวชิ้นงานตามแนวยาวของโต๊ะงานได้ โต๊ะงานจะประกอบอยู่บนรางเลื่อนของฐานเครื่องอีกทีหนึ่งและถูกขับให้เคลื่อนที่กลับไป-มาตามแนวยาวของรางเลื่อน ระยะเลื่อนสามารถปรับให้เหมาะสมกับชิ้นงานได้ ดังนั้นในขณะเจียระไนชิ้นงานจะมีการเคลื่อนที่หมุนและเคลื่อนที่ตามแนวยาวของรางเลื่อนที่สัมพันธ์กับล้อหินเจียระไน ล้อหินเจียระไนได้รับกำลังขับมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าผ่านสายพาน มอเตอร์จะประกอบอยู่บนแท่นเลื่อนของล้อหินเจียระไน ซึ่งประกอบอยู่บนรางเลื่อนของฐานเครื่อง แท่นเลื่อนของล้อหินเจียระไนจะประกอบทำมุม 90 กับแนวแกนของชิ้นงาน ดังนั้นการเคลื่อนที่ของแท่นเลื่อนก็จะเลื่อนป้อนหินเจียระไนเข้าหาหรือออกห่างจากชิ้นงาน

ในงานเจียระไนชิ้นงานทรงกระบอกทั่วไป แท่นเลื่อนจะถูกปรับให้เคลื่อนที่มาข้างหน้าจนกระทั่งล้อหิน เจียระไนซึ่งหมุนใกล้จะสัมผัสหรือเริ่มสัมผัสขึ้นงานหมุน หากเลื่อนปรับล้อหินเจียระไนเคลื่อนที่ต่อไปก็จะ เป็นการป้อนความลึกในงานเจียระไน โต๊ะงานก็จะถูกขับให้เคลื่อนที่กลับไป-มา ทำให้เกิดการเจียระไนผิว ภายนอกของชิ้นงานตลอดความยาวที่ตั้งไว้ ขั้นตอนเหล่านี้จะกระทำซ้ำ ๆ กันพร้อมกับป้อนความลึกเพิ่มขึ้น จนได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางชิ้นงานที่ต้องการ ในกรณีที่ต้องการเจียระไนตลอดความยาวของชิ้นงาน ชิ้นงาน จะถูกจับยึดอยู่ระหว่างศูนย์ เมื่อเจียระไนผิวด้านหนึ่งของชิ้นงานเสร็จแล้วก็กลับข้างจับยึดชิ้นงานใหม่ และ เจียระไนผิวที่เหลือจนเสร็จ ดังแสดงในรูปที่ 1.50
งานเจียระไนระหว่างศูนย์ในการผลิตแม่พิมพ์
รูปที่ 1.50 งานเจียระไนระหว่างศูนย์
ในงานเจียระไนกลม นอกจากจะสามารถเจียระไนผิวภายนอกของชิ้นงานให้ขนาดและคุณภาพผิวที่ต้องการได้แล้ว เครื่องเจียระไนกลมโดยทั่วไปมักจะมีชุดเพลาหินเจียระไนสำหรับเจียระไนผิวภายในหรือเจียระไนรูประกอบอยู่ด้วย ดังแสดงในรูปที่ 1.51 ทำให้สามารถเจียระไนทั้งผิวนอกและผิวภายในของชิ้นงานให้มีความเที่ยงขนาดและคุณภาพผิวละเอียดที่ต้องการได้ นอกจากนี้ขนาดภายนอกและขนาดภายในยังร่วมศูนย์เดียวกันอีกด้วย ส่วนประกอบของชุดเพลาหินเจียระไนรู มีดังนี้
ลักษณะชุดเพลาหินเจียระในรู
รูปที่ 1.51 ชุดเพลาหินเจียระในรู
1 = มอเตอว์ขับ
2 = สายพานส่งกำลัง
3 = เพลาหินเจียระไน

1.4.1.8 เครื่องสปาร์ค (Spark erosion machine)

งานตัดเฉือนด้วยวิธีสปาร์คเป็นกรรมวิธีที่เหล็กหรือโลหะอื่น ๆ ถูกตัดเฉือนหรือลดขนาดลงโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสปาร์ดเป็นระยะ ๆ ระยะห่างระหว่างอีเล็คโทรดกับชิ้นงานจะคงที่ ส่วนเนื้อวัสดุชิ้นงานและอีเล็คโทรดจะถูกกัดกร่อนออกไปเรื่อย ๆ ในลักษณะเป็นผงเล็ก ๆ
ลักาณะส่วนต่างๆ เครื่องสปาร์ค
รูปที่ 1.52 ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องสปาร์ค
1,2,3 = ชุดควบคุมกระแสไฟฟ้า
4 = ชิ้นงาน
5 = ของเหลว (พาราฟิน)
6 = แท่นเลื่อนแนวตั้ง
7 = อีเล็คโทรด
8 = ชุดเฟืองตรงกับเฟืองสะพาน
9 = มอเตอร์เซอโว
10 = ปั๊ม
11 = หม้อกรอง
ชิ้นงานในที่นี้เป็นแผ่นอินเสิร์ตของแม่พิมพ์นำมายึดกับโต๊ะงานของเครื่องสปาร์คและจุ่มอยู่ในของเหลวที่ไม่เป็นตัวนำไฟ (dielectric fluid) โดยปกติจะใช้น้ำมันพาราฟิน (paraffin) ซึ่งบรรจุอยู่ในถังที่ยึดอยู่กับฐานเครื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการตัดเฉือนซึ่งเรียกว่า อีเล็คโทรด (electrode) จะมีรูปร่างเหมือนกับรูปร่างของชิ้นงานที่ต้องการผลิต ซึ่งในที่นี้จะเป็นเบ้าของแม่พิมพ์จะยึดอยู่กับหัวจับที่ประกอบอยู่กับแท่นเลื่อนแนวตั้งที่มีเฟืองสะพาน (rack) เป็นตัวนำเลื่อนและมอเตอร์เซอโว (Servo-motor) เป็นตัวขับผ่านเฟืองตรงทำให้อีเล็คโทรด สามารถเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้ในแนวตั้ง ทั้งชิ้นงานและอีเล็คโทรดจะต่อเข้ากับระบบไฟฟ้ากระแสตรงโดยที่อีเล็คโทรดจะเป็นขั้วลบและชิ้นงานเป็นขั้วบวก

ขั้นตอนในการขึ้นรูปแผ่นอินเสิร์ตของแม่พิมพ์ได้แสดงไว้ในรูป 1.53 ที่เขียนภาพคัดของอีเล็คโทรดกับชิ้นงาน
แสดงขั้นตอนการผลิตเบ้าของแม่พิมพ์โดยวิธีสปาร์ค
รูปที่ 1.53 ขั้นตอนการผลิตเบ้าของแม่พิมพ์โดยวิธีสปาร์ค
(ก) เฟืองสะพานจะถูกขับด้วยมอเตอร์เซอร์โวพาให้แท่นเลื่อนเคลื่อนที่ลงจนกระทั่งถึงระยะห่างระหว่างชิ้นงานกับอีเล็คโทรดที่ของเหลวที่เป็นฉนวนไม่สามารถกั้นกระแสไฟฟ้าไว้ได้ ซึ่งระยะนี้จะเป็นระยะที่แน่นอนและคงที่ ขณะนี้จะเกิดการสปาร์คขึ้นทำให้ชิ้นงานถูกกัดเซาะออกเป็นผงเล็ก ๆ และในเวลาเดียวกันอีเล็คโทรดก็จะถูกกัดเซาะออกไปด้วยแต่น้อยกว่าชิ้นงาน

(ข) ของเหลวที่เป็นฉนวนจะถูกฉีดใส่ชิ้นงานจากท่อที่จัดเตรียมไว้ และเศษผงเล็ก ๆ จะถูกเป่าออกไปในขณะที่อีเล็คโทรดยกขึ้นชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นอีเล็คโทรดจะถูกขับให้เคลื่อนลงมาอีก แต่ครั้งนี้เนื่องจากชิ้นงานถูกกัดเซาะออกไป อีเล็คโทรดจะเคลื่อนลงมามากกว่าครั้งแรกเล็กน้อยและจะเกิดการสปาร์คขึ้นอีกในตำแหน่งใหม่ ชิ้นงานจะถูกกัดเซาะออกไปอีก

(ค) ขั้นตอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ อีเล็คโทรดยกขึ้นเศษผงถูกเป่าออกไป อีเล็คโทรคเคลื่อนลงและเกิดการสปาร์คขึ้นในบริเวณที่มีช่องว่างระหว่างชิ้นงานกับอีเล็คโทรดน้อยที่สุด

(ง) ดังได้กล่าวแล้วมิใช่เพียงชิ้นงานเท่านั้นที่ถูกกัดเซาะออกไป แต่อีเล็คโทรดก็ถูกกัดเซาะออกไปด้วยนั่นหมายความว่าหากต้องการสปาร์คเบ้าของแม่พิมพ์ที่ลึกมาก ๆ จะต้องใช้อีเล็คโทรตหลาย ๆ อัน สอง-สามอันแรกจะใช้สปาร์คชิ้นงานออกหยาบ ๆ ก่อนและอันสุดท้ายใช้สปาร์คให้ได้ขนาดที่ต้องการ รูปที่ 1.5.3 (3) แสดงให้เห็นการสปาร์คด้วยอีเล็คโทรดอันสุดท้ายที่ขนาดความลึกที่ต้องการ

ของเหลวที่เป็นฉนวนจะต้องมีการไหลวนอยู่ตลอดเวลา ของเหลวที่มีตะกอนของเศษผงปะปนอยู่จะถูกพาออกไปจากถังผ่านหม้อกรองและปั๊มกลับเข้าถังอีก

เหล็กชุบแข็งสามารถจะตัดเฉือนด้วยกรรมวิธีนี้ ดังนั้นชิ้นงานที่มีรูปร่างซับซ้อนที่ทำด้วยกรรมวิธีตัดเฉือนทั่วไปได้ยากเนื่องจากการบิดงอหลังการชุบแข็งสามารถผลิตได้ด้วยกรรมวิธีนี้

การตัดเฉือนด้วยวิธีสปาร์คพบว่ามีการใช้งานกันมากในงานซ่อมและปรับปรุงเบ้าและคอร์ของแม่พิมพ์ที่ชุบแข็งแล้ว แทนที่จะต้องนำไปอบอ่อนแล้วทำการตัดเฉือนและชุบแข็งอีกซึ่งจะทำให้เกิดการบิดงอได้

ข้อเสียของกรรมวิธีนี้ก็คือ ในงานที่ต้องการความละเอียดจะต้องใช้อีเล็คโทรดหลาย ๆ อัน ดังนั้นงานที่มีความซับซ้อนค่าใช้จ่ายในการทำอีเล็กโทรดจะมีราคาค่อนข้างสูง
ตอน  1  2  3
บริษัท แอล.เอ. พลาสติก จำกัด
(L.A PLastic โรงงานพลาสติก)
129/20 หมู่4 ซ.เพชรเกษม 99 แยก 5
ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน
จ.สมุทรสาคร 74130 ประเทศไทย

TEL: 081-9034147

Email: la2plastic@gmail.com
line qr come ติดต่อโรงงานผลิตพลาสติก
LINE ID: @laplastic
Copyright © 2008 by L.A Plastic. All Rights Reserved. | www.laplastic.biz | Tel: 081-9034147