L.A PLASTIC
แอล.เอ. พลาสติก
L.A Plastic โรงงานพลาสติก
ส่วนประกอบแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก EP2
แผ่นยึดอินเสิร์ต (Bolsters): หน้าที่และการออกแบบในแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก
ตอน  1  2  3  4  5

2.5 แผ่นยึดอินเสิร์ต (Bolsters)

เราได้พบมาแล้วว่าหากตัดสินใจออกแบบทำเบ้าและคอร์ของแม่พิมพ์ในลักษณะของอินเสิร์ต ซึ่งต้องประกอบเข้ากับชุดแม่พิมพ์อย่างมั่นคง ลักษณะนี้ทำได้โดยยึดอินเสิร์ตเข้ากับแผ่นยึดอินเสิร์ตหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แผ่นยึดแม่พิมพ์ หลังจากนั้นจึงจัดการบังคับด้วยตัวนำเลื่อนที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเบ้าและคอร์จะคงอยู่ในตำแหน่งได้ศูนย์กันตลอดไป

วัตถุประสงค์เบื้องต้นของการใช้แผ่นยึดอินเสิร์ต สามารถสรุปได้ดังนี้
(1) ต้องจัดเตรียมช่องหรือเบ้าที่เหมาะสมที่สามารถประกอบอินเสิร์ตเข้าไปได้
(2) ต้องจัดเตรียมอุปกรณ์บางอย่างสำหรับยึดอินเสิร์ตหลังจากประกอบเข้าในตำแหน่งแล้ว
(3) ต้องมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะทนทานต่อแรงที่ใช้ในการฉีดพลาสติกเข้าแม่พิมพ์ได้

วัสดุท่าแผ่นยึดอินเสิร์ต (Bolster material)

โดยปกติแผ่นยึดอินเสิร์ตจะทำจากแผ่นเหล็กเหนียวจนถึงวัสดุ BS970-040A15 ตามที่กำหนด ในบางกรณีจะนิยมใช้เหล็กที่มีคาร์บอนปานกลาง (BS970-080M40) อย่างเช่นในกรณีที่อินเสิร์ตมีพื้นที่เล็กและชิ้นงานมีส่วนที่ยื่นออกมาซึ่งค่อนข้างใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับฐานของอินเสิร์ต ในกรณีเช่นนี้แรงดันที่เพิ่มขึ้นในอิมเพรสชั่นซึ่งเกิดจากเนื้อพลาสติกที่ฉีดเข้าไปจะพยายามอัดให้อินเสิร์ตจมลึกลงไปในแผ่นยึดอินเสิร์ต การใช้เหล็กทำแผ่นยึดอินเสิร์ตที่มีคุณภาพดีกว่าจะช่วยขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ชนิดของแผ่นยึดอินเสิร์ต (Type of bolster)

นักออกแบบได้คิดประดิษฐ์แผ่นยึดอินเสิร์ตขึ้นมามากมายหลายชนิด เพื่อพยายามทำให้การประกอบอินเสิร์ตหรือการตัดเฉือนขึ้นรูปอินเสิร์ตกระทำได้ง่าย ที่ใช้กันมากมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด ซึ่งจะนำมาพิจารณากันดังนี้
(1) แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นตัน (Solid bolster รูปที่ 2.15) แบบนี้เหมาะที่จะใช้กับอินเสิร์ตแบบสี่เหลี่ยมและแบบทรงกระบอก
(2) แผ่นยึดอินเสิร์ดแบบเป็นแถบ (Strip-type bolster รูปที่ 2.16 (ก)) ใช้เฉพาะกับอินเสิร์ตแบบสี่เหลี่ยม
(3) แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นกรอบ (Frame-type bolster รูปที่ 2.16 (ข), (ค)) ถึงแม้ว่าแบบนี้จะสามารถใช้ได้กับอินเสิร์ตทั้งสองแบบ แต่เหมาะที่จะใช้กับอินเสิร์ตทรงกระบอกมากกว่า
(4) แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบกรอบเรียว (Chase-bolster รูปที่ 2.16 (ง), (จ)) แบบนี้จะใช้ร่วมกับอินเสิร์ตแบบแยก (split inserts)
(5) แผ่นยึดอินเสิร์ต (Bolster plate รูปที่ 2.16(ฉ)) แบบนี้จะใช้ในกรณีพิเศษสำหรับอินเสิร์ตแบบสี่เหลี่ยมและแบบวงกลมเฉพาะบางกรณีเท่านั้น
แผ่นยึดอินเสิร์ดแบบเป็นแผ่นต้น สี่เหลี่ยม กัดเป็นร่อง ทรงกระบอก
รูปที่ 2.15 แผ่นยึดอินเสิร์ดแบบเป็นแผ่นต้น
(ก) ช่องใส่อินเสิร์ตแบบสี่เหลี่ยม
(ข) ช่องใส่อินเสิร์ดแบบกัดเป็นร่อง
(ค) ช่องใส่อินเสิร์ตแบบทรงกระบอก
แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบอื่น ๆ แบบ แถบ สี่เหลี่ยม กระบอก ร่องเปิด เรียวปิด แท่นยึดอินเสริร์ต
รูปที่ 2.16 แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบอื่น ๆ
(ก) แบบเป็นแถบ
(ข) แบบกรอบสี่เหลี่ยม
(ค) แบบกรอบทรงกระบอก
(ง) แบบร่องเปิด
(จ) แบบเรียวปิด
(ฉ) แท่นยึดอินเสิร์ต

2.5.1 แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นตัน

แผ่นยึดแม่พิมพ์แบบนี้ผลิตขึ้นโดยการปาดผิวแผ่นเหล็กที่เหมาะสมให้ได้ฉาก จากนั้นโดยใช้ขั้นตอนการตัดเฉือนขึ้นรูปโดยตรง ผิวด้านบนจะถูกกัดเซาะลงไปเป็นช่องตามขนาดความลึกที่กำหนดไว้ รูปร่างของช่องอาจเป็นได้ทั้งแบบสี่เหลี่ยมหรือแบบวงกลมเพื่อให้เหมาะสมกับรูปร่างของอินเสิร์ตของแม่พิมพ์

เบ้ารูปทรงกระบอกจะเป็นแบบที่ทำได้ง่ายที่สุดโดยใช้ขั้นตอนงานคว้านรูตรงและงานเจียระไนจะทำให้ได้เบ้าที่สามารถประกอบอินเสิร์ตเข้าไปได้ง่ายและได้ตำแหน่งที่ถูกต้องในแม่พิมพ์ รูปแบบของแผ่นยึดอินเสิร์ตที่เหมาะสมสำหรับอินเสิร์ตทรงกระบอกได้แสดงไว้ในรูปที่ 2.15 (ค) อินเสิร์ตจะถูกยึดให้แน่นด้วยสกรูหัวฝังจากด้านหลังของแผ่นยึดอินเสิร์ตและจากรูปที่เห็นในตัวอย่างนี้เป็นแผ่นยึดอินเสิร์ตที่ออกแบบใช้เฉพาะกับแม่พิมพ์แบบสองอิมเพรสชั่น

เบ้าสำหรับใส่อินเสิร์ตทรงสี่เหลี่ยมจะตัดเฉือนขึ้นรูปได้ยากและมีราคาแพงกว่าแบบที่กล่าวข้างต้น ในกรณีนี้แผ่นยึดอินเสิร์ตจะถูกยึดบนโต๊ะงานของเครื่องกัดตั้งและกัดขึ้นรูปสี่เหลี่ยมด้วยมีดกัดตั้ง ดังแสดงในรูปที่ 2.17 อย่างไรก็ตามเนื่องจากรูปทรงกระบอกของมีดกัดตั้งจะทำให้เกิดเป็นรัศมีโค้งที่แต่ละมุมของเบ้าเพราะเหตุนี้ผู้ออกแบบควรจะกำหนดขนาดรัศมีที่มุมของเบ้าให้มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สามารถใช้มีดกัดตั้งที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางโตในขั้นตอนของงานกัดได้ เหตุผลข้อนี้อธิบายได้ง่าย ๆ คือ รัศมีของมุมที่เล็กจำเป็นต้องใช้มีดกัดที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กและทำให้ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนงานกัดสูงขึ้นเพราะต้องใช้เวลางานกัดมากขึ้น อินเสิร์ตทรงสี่เหลี่ยมของแม่พิมพ์จะมีมุมทั้งสี่เป็นมุมฉากซึ่งเป็นผลจากขั้นตอนการผลิต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับปรุงอินเสิร์ตให้เข้ากับรัศมีในแต่ละมุมของเบ้าในแผ่นยึดอินเสิร์ตหรือปรับปรุงแก้ไขเบ้าของแผ่นยึดอินเสิร์ตให้เหมาะสมกับอินเสิร์ตทั้งสองแบบจะนำมาพิจารณากันในที่นี้ สองวิธีแรกเป็นการปรับปรุงแก้ไขที่อินเสิร์ตและสองวิธีสุดท้ายจะปรับปรุงที่เบ้าของแผ่นยึดอินเสิร์ต
ผลจากการกัดช่องใส่อินเสิร์ตด้วยมีดกัดตั้งแม่พิมพ์ฉีด
รูปที่ 2.17 ผลจากการกัดช่องใส่อินเสิร์ตด้วยมีดกัดตั้ง
(1) ทำมุมทั้งสี่ของอินเสิร์ตให้โค้งเป็นรัศมีซึ่งจะต้องประกอบเข้ากับแผ่นยึดอินเสิร์ตได้อย่างถูกต้อง วิธีนี้ทำให้ได้ผิวหน้าของแม่พิมพ์ที่เรียบเสมอกันซึ่งเป็นลักษณะที่ต้องการในการทำแม่พิมพ์แต่เนื่องจากต้องใช้การปรับแต่งที่ละเอียดทำให้มีราคาแพง (รูปที่ 2.18(ก))
(2) มุมทั้งสี่ของอินเสิร์ตสามารถลบมุมให้เอียง 45 ได้ (รูปที่ 2.18(ข)) วิธีนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ความละเอียดในการปรับขนาดรัศมีดังอธิบายในข้อ (1) ทำให้มีราคาถูกกว่า
(3) เบ้าของแผ่นยึดอินเสิร์ตสามารถท่าเป็นร่องที่มุมของเบ้าเพื่อให้ประกอบมุมที่เป็นฉากของอินเสิร์ตได้ (รูปที่ 2.18(ค)) วิธีนี้ใช้ขั้นตอนการทำงานที่ค่อนข้างง่าย กล่าวคือ มีดกัดตั้งที่ใช้กัดเบ้าจะกัดเลยเข้าไปในแต่ละมุมเพื่อกัดเอาเนื้อเหล็กที่ไม่ต้องการออก
การยึดอินเสิร์ตกับแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นต้นวิธีต่าง ๆ ในแม่พิมพ์ฉีด
รูปที่ 2.18 การยึดอินเสิร์ตกับแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นต้นวิธีต่าง ๆ
วิธีที่ (2) และ (3) จะมีราคาถูกกว่าวิธีที่ (1) แต่จะเกิดผลเสียตรงที่ทำให้เกิดเป็นช่องว่างบนผิวหน้าของแม่พิมพ์ ซึ่งเนื้อพลาสติกอาจไหลเข้าไปอุดอยู่ถ้าแม่พิมพ์ปิดไม่สนิทหรือมีเนื้อพลาสติกทะลักออกมาในขั้นตอนของการฉีดพลาสติก เนื้อพลาสติกที่อุดอยู่ในช่องว่างนี้เอาออกได้ยากถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นจนสูงเกินผิวหน้าของ แม่พิมพ์จะทำให้ผิวหน้าของแม่พิมพ์ด้านตรงข้ามเสียหายได้

วิธีออกแบบทั้งสามวิธีข้างต้นมีข้อเสียที่เหมือนกันตรงที่ว่าผิวด้านข้างของเบ้าไม่สามารถเจียระไนด้วยวิธีการเจียระไนแบบธรรมดาได้ เพราะเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้งานปรับแต่งมากในการประกอบอินเสิร์ตเข้ากับแผ่นยึดอินเสิร์ต

(4) รูปที่ 2.15 (ข) แสดงให้เห็นวิธีการตัดเฉือนขึ้นรูปเบ้าของแผ่นยึดแม่พิมพ์ที่ทำให้สามารถเจียระไนผิวด้านข้างของเบ้าได้และยังทำให้เกิดเป็นมุมฉากที่มุมทั้งสี่ของเบ้าด้วย จึงทำให้สามารถประกอบอินเสิร์ตแบบสี่เหลี่ยมได้ง่ายในชั้นต้นแผ่นยึดแม่พิมพ์จะถูกกัดให้เป็นร่องดังรูปด้วยเครื่องกัดเพลานอนโดยใช้มีดกัดจาน (side and face milling cutter) จากนั้นเนื้อโลหะตรงกลางจะถูกกัดออกด้วยมีดกัดตั้งดังอธิบายข้างต้น

ข้อดีของวิธีที่ (4) ก็คือผิวด้านข้างของเบ้าสามารถเจียระไนได้โดยใช้หินเจียระไนรูปจาน (saucer shaped grinding wheel) ที่สามารถเจียระไนผ่านตลอดร่องได้ อย่างไรก็ตามแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกับวิธีที่ (2) และ (3) คือร่องที่เกิดขึ้นจะทำให้มีเนื้อพลาสติกมาอุดตันได้ เว้นแต่ว่าจะทำการอุดร่องนั้นด้วยแท่งเหล็กเหนียวเล็ก ๆ เสียก่อน รูปที่แสดงไว้เป็นแผ่นยึดอินเสิร์ตทรงสี่เหลี่ยม หากจะนำไปใช้กับแผ่นยึดอินเสิร์ตทรงกระบอกก็สามารถทำได้โดยวิธีเดียวกัน

2.5.2 แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแถบ

แบบนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งในการทำแผ่นยึดอินเสิร์ตสำหรับประกอบอินเสิร์ตทรงสี่เหลี่ยมและได้ปรับปรุงแก้ไขข้อเสียบางประการที่เกิดขึ้นกับแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นตัน เบ้าจะทำขึ้นโดยการกัดเป็นร่องยาวตลอดแผ่นยึดอินเสิร์ต จากนั้นจึงประกอบแถบเหล็ก (steel strip) เข้าที่ปลายทั้งสองด้านของร่อง เพื่อทำให้เกิดเป็นกรอบเบ้าที่สมบูรณ์สำหรับใส่อินเสิร์ต (รูปที่ 2.15(ก)) เพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นเหล็กเกิดการเคลื่อนที่เนื่องจากแรงกระทำด้านข้าง ทางด้านใต้ของแถบเหล็กจะทำเป็นลิ่มยื่นออกมาซึ่งจะสวมพอดีกับร่องลิ่มบนแผ่นยึดอินเสิร์ตเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน แถบเหล็กจะถูกยึดให้ติดแน่นกับแผ่นยึดอินเสิร์ตด้วยสกรูหัวฝัง

ข้อดีของวิธีนี้ก็คือผิวด้านข้างทั้งสองและผิวด้านล่างของเบ้าอีกทั้งผิวด้านข้างของแถบเหล็กด้านที่ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเบ้าสามารถเจียระไนได้ ซึ่งหมายความว่าผิวที่สำคัญทั้งหมดสามารถเจียระไนได้และในขั้นถัดไปการประกอบอินเสิร์ตจะกระทำได้ง่าย อย่างไรก็ตามแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้จะไม่แข็งแรงเหมือนกับแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นตัน เนื่องจากผิวรองรับด้านข้างไม่เป็นชิ้นเดียวกันตลอด

สัดส่วนของความกว้างต่อความสูงของแถบเหล็กควรมีอัตราส่วนเท่ากับ 1.5:1 ตัวอย่างเช่น แผ่นอินเสิร์ตของเบ้าสูง 50 มิลลิเมตร จะมีขนาดความกว้างของแถบเหล็ก 75 มิลลิเมตร ลักษณะเช่นนี้อาจจะเป็นข้อเสียในกรณีที่ออกแบบแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้สำหรับยึดอินเสิร์ตที่มีความสูงมาก ๆ เนื่องจากจะทำให้แม่พิมพ์ทั้งแผ่นมีขนาดความยาวมากเกินไป

2.5.3 แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นกรอบ

แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วน 2 ส่วน กล่าวคือ แผ่นกรอบ (frame) และแผ่นประกบหลัง (backing plate) แผ่นกรอบทำขึ้นโดยการตัดเฉือนเป็นช่องตามรูปร่างที่ต้องการทะลุตลอดแผ่นยึดอินเสิร์ต ดังแสดงในรูปที่ 2.16 (ข) และ (ค) สำหรับใช้ยึดอินเสิร์ตทรงสี่เหลี่ยมและอินเสิร์ตทรงกระบอกตามลำดับ ส่วนด้านล่างของอินเสิร์ตจะรองรับด้วยแผ่นประกบหลังที่ยึดติดกับแผ่นกรอบด้วยสกรูหัวฝังหลาย ๆ ตัว ส่วนอินเสิร์ตอาจยึดด้วยวิธีการเดียวกันคือใช้สกรูหัวฝังขันยึดติดกับแผ่นประกบหลังหรือใช้อีกวิธีหนึ่งซึ่งมักนิยมใช้กันคือ ใช้อินเสิร์ตแบบมีหน้าแปลนยึด (ดูรูปที่ 2.13) ซึ่งในกรณีนี้จะต้องตัดเฉือนเป็นบ่ารับที่ด้านหลังของช่องของแผ่นกรอบและอินเสิร์ตจะถูกประกอบเข้ากับบ่ารับนี้และยึดให้อยู่ในตำแหน่งด้วยแผ่นประกบหลัง แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้มีประโยชน์มากสำหรับอินเสิร์ตขนาดเล็กที่มีเนื้อที่ไม่เพียงพอที่จะเจาะรูยึดสกรู และโดยปกติจะออกแบบใช้ในแม่พิมพ์แบบหลายอิมเพรสชั่นที่ใช้อินเสิร์ตแบบทรงกระบอกด้วย

ข้อควรระวังก็คือแผ่นประกบหลังซึ่งเจียระไนผิวหน้าเพื่อให้มันใจว่ามีผิวรองรับที่สม่ำเสมอจะต้องมีขนาดความหนาเพียงพอที่จะทนต่อแรงกระทำของอินเสิร์ตในระหว่างขั้นตอนการฉีดพลาสติกได้

2.5.4 แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบกรอบเรียว

เมื่อใช้อินเสิร์ตแบบแยกได้ (split inserts) ร่วมอยู่ในการออกแบบแม่พิมพ์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้แผ่นยึดอินเสิร์ตช่วยล็อคอินเสิร์ตเมื่ออยู่ในตำแหน่งปิด การออกแบบแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบกรอบเรียวชนิดต่าง ๆ มีดังนี้

แบบร่องเปิด (Open channel)

ชนิดนี้จะใช้กับอินเสิร์ตสี่เหลี่ยมแบบแยกได้ที่มีขนาดความหนาไม่มากนัก โดยการตัดเฉือนขึ้นรูปเป็นร่องยาวตลอดความกว้างของแผ่นยึดอินเสิร์ต ด้านข้างของร่องจะเป็นพื้นลาดหรือเอียงเป็นมุมดังรูปที่ 2.16(ง) การตัดเฉือนขึ้นรูปแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้กระทำได้ง่ายและผิวหน้าทั้งหมดสามารถเจียระไนได้

ผิวลาดหรือผิวเอียงของร่องนี้มีจุดอ่อนตรงที่เกิดการสึกหรอได้ ด้วยเหตุผลข้อนี้จึงมักจะเสริมผิวหน้าด้วยแผ่นเหล็กชุบแข็งที่ทำจากเหล็กคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) และผ่านกรรมวิธีชุบแข็งโดยการเพิ่มคาร์บอนที่ผิวเหล็กอย่างเหมาะสม จะได้ผิวหน้าที่แข็งและต้านทานการสึกหรอ วิธีนี้ทำให้สามารถใช้เหล็กที่มีคุณภาพต่ำทำแผ่นยึดอินเสิร์ตส่วนใหญ่ ซึ่งดีกว่าที่จะทำแผ่นยึดอินเสิร์ตทั้งแผ่นด้วยเหล็กคุณภาพดี

แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเรียวปิด (Enclosed chase-bolster)

สำหรับอินเสิร์ตแบบแยกได้ที่มีความหนามาก ๆ จะนิยมใช้แผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเรียวปิด (รูปที่ 2.16(ง)) ซึ่งตรงข้ามกับแบบร่องเปิดที่กล่าวไป แบบนี้จะตัดเฉือนขึ้นรูปจากแผ่นเหล็กตันและเบ้าที่ใช้สำหรับประกอบอินเสิร์ตอาจเป็นแบบทรงกระบอกเรียวหรือแบบสี่เหลี่ยมเรียว หากพิจารณาจากจุดของราคาในการทำแม่พิมพ์แบบทรงกระบอกเรียวจะนิยมใช้มากกว่า แต่โดยปกติการใช้งานจะจำกัดใช้เฉพาะกับแม่พิมพ์แบบอิมเพรสชั่นเดี่ยว

2.5.5 แท่นยึดอินเสิร์ต

อินเสิร์ตสามารถยึดเข้าโดยตรงกับแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบเป็นแผ่นเรียบได้ ระบบนี้จะไม่มีผิวรองรับทางด้านข้างหรือบังคับตำแหน่งของอินเสิร์ต ดังนั้นผนังของอินเสิร์ตจะต้องมีความหนาเพียงพอที่จะต้านทานแรงดันที่เกิดจากการฉีดพลาสติกเข้าอิมเพรสชั่นได้ โดยไม่เกิดการบิดงออินเสิร์ตจะยึดติดกับแท่นยึดอินเสิร์ตด้วยสกรูและต้องมีสลักบังคับให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อป้องกันการหนีศูนย์ รูปที่ 2.16(ฉ) เป็นแท่นยึดอินเสิร์ตซึ่งแสดงให้เห็นตำแหน่งของอินเสิร์ตด้วยเส้นศูนย์ประ โดยทั่วไปแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบนี้จะใช้ในขั้นของการทดลองผลิต เพื่อตรวจสอบลักษณะการออกแบบชิ้นส่วนก่อนที่จะทำการผลิตจริงเป็นจำนวนมากตามโปรแกรมที่ตั้งไว้

2.5.6 การสำรวจเปรียบเทียบแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบต่าง ๆ (Bolsters-comparative survey)

ตารางเปรียบเทียบข้างล่างนี้ (ตารางที่ 2.1) แสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติของแผ่นยึดอินเสิร์ตแต่ละแบบ โดยคำนึงถึงความยากง่ายในการตัดเฉือนขึ้นรูป, การเจียระไนผิวและการประกอบอินเสิร์ต ทั้งสัดส่วนความแข็งแรงก็แสดงไว้ในที่นี้ด้วย การเปรียบเทียบจะใช้เป็นระดับค่าตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 10 ระดับค่าตัวเลข 1 หมายความว่ามีความยากมากในการตัดเฉือนขึ้นรูป การเจียระไนและการประกอบอินเสิร์ตตามลำดับและหากพิจารณาถึงความแข็งแรงจะมีความแข็งแรงน้อยที่สุด และในความหมายตรงกันข้ามจะแสดงด้วยระดับค่าตัวเลข 10 ส่วน ระดับค่าตัวเลขอื่น ๆ จะมีความยากง่ายตามลำดับของตัวเลข

จากตารางจะสังเกตได้ว่าแผ่นอินเสิร์ตบางแบบอาจมีระดับค่าตัวเลขสูงสุดในบางกรณี แต่ในกรณีอื่น ๆ อาจมีระดับค่าตัวเลขต่ำสุดก็ได้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่มีแผ่นยึดอินเสิร์ตแบบใดที่ดีพร้อมทุกประการ ดังนั้นผู้ออกแบบจะต้องตัดสินใจว่าแบบใดเป็นแบบที่เหมาะสมที่สุดกับแม่พิมพ์ที่ต้องการทำในขณะนั้น
ตารางที่ 2.1 แสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติของแผ่นยึดอินเสิร์ดแบบต่าง ๆ
ชนิดของแผ่นยึดอินเสิร์ตแม่พิมพ์ฉีด
รูปที่
ความยาก-ง่าย ในการขึ้นรูป
ความยาก-ง่าย ในการเจียระไน
ความยาก-ง่าย ในการประกอบ
สัดส่วน ความแข็งแรง
1. แบบเป็นแผ่นตัน (สี่เหลี่ยม)
2.15(ก)
4
1
4
10
2. แบบเป็นแผ่นตัน (ทรงกระบอก)
2.15(ค)
8
6
8
10
3. แบบกัดเป็นร่อง
2.15(ข)
5
6
6
5
4. แบบเป็นแถบ
2.16(ก)
6
9
6
6
5. แบบกรอบสี่เหลี่ยม
2.16(ข)
5
4
4
8
6. แบบกรอบทรงกระบอก
2.16(ค)
7
8
8
8
7. แบบร่องเปิด
2.16(ง)
7
9
7
6
8. แบบเรียวปิด (ทรงกระบอก)
2.16(จ)
8
6
8
10
9. แท่นยึดอินเสิร์ต
2.16(ฉ)
10
10
10
1
ตอน  1  2  3  4  5
บริษัท แอล.เอ. พลาสติก จำกัด
(L.A PLastic โรงงานพลาสติก)
129/20 หมู่4 ซ.เพชรเกษม 99 แยก 5
ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน
จ.สมุทรสาคร 74130 ประเทศไทย

TEL: 081-9034147

Email: la2plastic@gmail.com
line qr come ติดต่อโรงงานผลิตพลาสติก
LINE ID: @laplastic
Copyright © 2008 by L.A Plastic. All Rights Reserved. | www.laplastic.biz | Tel: 081-9034147